กลับไปหน้ารวมบทความ
ภาษี

วางแผนภาษีก่อนสิ้นปี ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

น้องหมู

"อย่ารอให้ถึงมีนาคมแล้วค่อยเริ่ม" — ประโยคนี้สำคัญมากสำหรับเจ้าของธุรกิจและมนุษย์เงินเดือนทุกคน เพราะการวางแผนภาษีที่ได้ผลต้องทำ ก่อนสิ้นปี ไม่ใช่หลังจากปีภาษีสิ้นสุดแล้ว

บทความนี้แยกวิธีวางแผนภาษีออกเป็น 2 ส่วน สำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เพราะทั้งสองมีวิธีคิดและสิ่งที่ต้องตรวจสอบต่างกันมาก

ก่อนเริ่ม: รู้ว่าตัวเองอยู่ฝ่ายไหน

บุคคลธรรมดา คือทุกคนที่มีรายได้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ ฟรีแลนซ์ แม่ค้าออนไลน์ ช่างรับเหมา หรือเจ้าของร้าน — แม้จะจดทะเบียนพาณิชย์ก็ยังอยู่ในกลุ่มนี้ถ้าไม่ได้จดบริษัท

นิติบุคคล คือธุรกิจที่จดทะเบียนในนามบริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด — แม้จะมีบริษัทแล้ว ถ้าตัวเองยังมีรายได้ส่วนตัว ก็ต้องยื่นภาษีบุคคลธรรมดาควบคู่ไปด้วย

ส่วนที่ 1: วางแผนภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา

ขั้นที่ 1: ระบุประเภทรายได้ของตัวเอง

รายได้แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ต่างกัน รู้ก่อนยื่นจะได้ไม่เสียภาษีเกิน:

ประเภทรายได้ | หักค่าใช้จ่ายเหมา

40(1) เงินเดือน | 50% ไม่เกิน 100,000 บาท

40(2) ฟรีแลนซ์ นายหน้า | 50% ไม่เกิน 100,000 บาท

40(3) ค่าลิขสิทธิ์ | 50% ไม่เกิน 100,000 บาท

40(4) ดอกเบี้ย เงินปันผล | ไม่สามารถหักได้

40(5) ค่าเช่า | 10-30% ตามประเภท

40(6) วิชาชีพอิสระ | 30-60% (แพทย์ 60%)

40(7) รับเหมา | 60%

40(8) ธุรกิจทั่วไป ขายของออนไลน์ | 60%

เคล็ดลับ: ถ้ามีรายได้ทั้ง 40(1) และ 40(2) รวมกัน ยังคงหักได้แค่ 50% ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีเท่านั้น

ขั้นที่ 2: ตรวจสอบสิทธิ์ลดหย่อนภาษีที่ยังเหลือ

ตรวจก่อนสิ้นปียังทันที่จะ "ซื้อ" สิทธิ์เพิ่มเติมได้:

ลดหย่อนพื้นฐาน (ได้อัตโนมัติ):

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
  • คู่สมรสที่ไม่มีรายได้ 60,000 บาท
  • บุตรคนแรก 30,000 บาท / บุตรที่เกิดหลัง 2561 คนละ 60,000 บาท
  • บิดามารดา (อายุ 60+ รายได้ไม่เกิน 30,000/ปี) คนละ 30,000 บาท

ลดหย่อนที่ต้องซื้อหรือลงทุน:

  • ประกันชีวิต/ประกันสะสมทรัพย์: สูงสุด 100,000 บาท
  • ประกันสุขภาพของตัวเอง: สูงสุด 25,000 บาท (รวมกับประกันชีวิตไม่เกิน 100,000)
  • ประกันชีวิตแบบบำนาญ: 15% ของรายได้ ไม่เกิน 200,000 บาท
  • ประกันสุขภาพบิดามารดา: ไม่เกิน 15,000 บาท
  • Thai ESGX: 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 300,000 บาท
  • Easy E-Receipt 2.0 (2568): สูงสุด 50,000 บาท
  • ดอกเบี้ยกู้บ้าน: สูงสุด 100,000 บาท
  • บริจาคการศึกษา/กีฬา/สถานพยาบาลรัฐ: 2 เท่าของบริจาค ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังลดหย่อน
  • บริจาคทั่วไป: ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิ

ขั้นที่ 3: รวบรวมใบ 50 ทวิ ให้ครบ

ถ้าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายตลอดปี ต้องขอ "หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ)" จากทุกผู้จ่ายเงิน

เหตุผล: ภาษีที่ถูกหักไว้ สามารถนำมาหักลบกับภาษีที่ต้องจ่าย หรือขอคืนได้ถ้าถูกหักเกิน

ตัวอย่าง: ปีนี้ภาษีที่ต้องจ่าย 10,000 บาท แต่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว 12,000 บาท → ขอคืน 2,000 บาทได้

ขั้นที่ 4: คำนวณภาษีที่ต้องจ่าย

สูตรพื้นฐาน: ``` รายได้รวม - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน = รายได้สุทธิ ```

แล้วนำรายได้สุทธิไปคำนวณตามอัตราขั้นบันได:

  • 0-150,000: ยกเว้น
  • 150,001-300,000: 5%
  • 300,001-500,000: 10%
  • 500,001-750,000: 15%
  • 750,001-1,000,000: 20%
  • 1,000,001-2,000,000: 25%
  • 2,000,001-5,000,000: 30%
  • เกิน 5,000,000: 35%

กรณีพิเศษ: ถ้ามีรายได้ประเภท 40(2)-(8) เกิน 1,000,000 บาท ต้องเปรียบเทียบกับวิธีคิดอีกแบบ (รายได้รวม × 0.5%) และใช้วิธีที่เสียมากกว่า

ข้อควรระวัง

  • ค่าลดหย่อน Easy E-Receipt ต้องเก็บใบเสร็จไว้
  • ประกันชีวิตแบบบำนาญต้องมีระยะคุ้มครองถึงอายุ 55 ปีและอย่างน้อย 10 ปี
  • สิทธิ์ลดหย่อนบุตรใช้ได้ทั้งพ่อและแม่ แต่ต้องไม่นับซ้ำ

ส่วนที่ 2: วางแผนภาษีสำหรับนิติบุคคล (บริษัท)

ขั้นที่ 1: ตรวจสอบรายได้และค่าใช้จ่ายในระบบบัญชี

ก่อนสิ้นปีควรทำให้ตัวเลขในระบบบัญชีตรงกับความเป็นจริง:

  • กระทบยอดบัญชีธนาคารทุกบัญชี
  • ตรวจสอบลูกหนี้การค้าที่ยังค้างอยู่
  • ตรวจสอบสินค้าคงเหลือ (นับสต็อก)
  • ตรวจสอบรายจ่ายที่เกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่ได้บันทึก

ขั้นที่ 2: หักค่าใช้จ่ายให้เต็มสิทธิ์

ค่าใช้จ่ายที่หักได้เพิ่มพิเศษสำหรับ SME:

รายการ | อัตราหักเพิ่ม | เงื่อนไข

ค่าจ้างพนักงานอายุ 60 ปีขึ้นไป | 2 เท่า | เงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน ไม่เกิน 10% ของพนักงาน

ค่าฝึกอบรมพนักงาน | 2 เท่า | ต้องเป็นสถาบันที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานรับรอง

ค่าคอมพิวเตอร์/อุปกรณ์ IT | หักสูงถึง 40% ในปีแรก + 20%/ปีต่อมา | สินทรัพย์ที่ซื้อใหม่

ค่าเครื่องจักร | หักสูงถึง 40% ในปีแรก + 20%/ปีต่อมา | ใช้ในการผลิต

อย่าลืม: เอกสารต้องครบถ้วน ถ้าไม่มีใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จที่ถูกต้อง รายจ่ายนั้นอาจถูกบวกกลับ

ขั้นที่ 3: ตรวจสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสำหรับกิจการ (Tax Incentives)

บริษัท SME มีสิทธิ์ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหลายอย่าง เช่น:

  • อัตราภาษีพิเศษ: กำไร 0-300,000 ยกเว้น / 300,001-3,000,000 อัตรา 15% / เกิน 3,000,000 อัตรา 20% (สำหรับบริษัทที่ทุนไม่เกิน 5 ล้าน รายได้ไม่เกิน 30 ล้าน)
  • BOI: ถ้าธุรกิจอยู่ในประเภทที่ BOI ส่งเสริม อาจได้รับยกเว้นภาษีหลายปี
  • ผลขาดทุนสะสม 5 ปี: นำมาหักจากกำไรปีปัจจุบัน

ขั้นที่ 4: สรุปงบและเตรียมปิดปี

  • ให้นักบัญชีทำงบทดลอง (Trial Balance) ก่อนสิ้นปี
  • ตรวจดูกำไรประมาณการเพื่อวางแผนว่าจะต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่
  • ถ้ากำไรสูงกว่าปีก่อน อาจพิจารณาลงทุนซื้อสินทรัพย์หรือจ่ายโบนัสพนักงานก่อนสิ้นปี (ได้หักเป็นค่าใช้จ่ายในปีนี้)

ทำไมต้องทำก่อนสิ้นปี

เพราะหลายสิทธิ์ต้องกระทำ ภายในปีภาษีนั้น ถึงจะใช้ลดหย่อนได้:

  • ซื้อกองทุน RMF/Thai ESGX → ต้องซื้อก่อน 31 ธ.ค.
  • ซื้อประกันชีวิต/สุขภาพ → ต้องจ่ายเบี้ยก่อนสิ้นปี
  • Easy E-Receipt → ต้องซื้อในช่วงที่กำหนด
  • ลงทุนซื้อสินทรัพย์บริษัท → ต้องอยู่ในรอบบัญชีปีนั้น

ถ้ารอถึงมีนาคม (ช่วงยื่นภาษี) จะทำอะไรไม่ได้แล้ว — ทำได้เพียงแค่บันทึกข้อมูลและจ่ายภาษีตามที่เป็นจริง

สรุป

การวางแผนภาษีที่ดีเริ่มต้นตั้งแต่กลางปีหรืออย่างน้อยก็ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ไม่ใช่รอให้ถึงฤดูยื่นภาษี บุคคลธรรมดาควรตรวจสอบสิทธิ์ลดหย่อนที่ยังใช้ไม่ครบ รวบรวมใบ 50 ทวิ ส่วนนิติบุคคลควรเช็คตัวเลขบัญชีให้ถูกต้องและใช้สิทธิ์ Tax Incentives ให้เต็มที่ ทั้งหมดนี้ทำได้ก่อนที่จะสายเกินไป

MoomooNext โปรแกรมบัญชี ทดลองใช้ฟรี คลิก

บทความที่เกี่ยวข้อง

ภาษี

ลืมยื่น VAT หรือภาษีหัก ณ ที่จ่ายข้ามเดือน แก้ยังไงดี

ลืมยื่น ภ.พ.30 หรือ ภ.ง.ด.3 ไปเดือนนึง หรือยื่นไปแล้วแต่ตัวเลขผิด ต้องแก้ไขอย่างไรให้ถูกต้องและลดค่าปรับให้น้อยที่สุด

อ่านต่อ →

ภาษี

ภาษีธุรกิจเฉพาะ คืออะไร ใครต้องเสีย ยื่นอย่างไร

ภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ใช่ VAT แต่เก็บจากธุรกิจบางประเภท เช่น ขายอสังหาฯ รับจำนำ ธนาคาร มาดูว่าใครต้องเสียและยื่นแบบ ภ.ธ.40 อย่างไร

อ่านต่อ →

ภาษี

บริษัทขาดทุน ต้องยื่นภาษีไหม? เข้าใจผิดตรงนี้เจ๊งได้เลย

บริษัทขาดทุนทางบัญชีไม่ได้แปลว่าไม่ต้องเสียภาษี ถ้ามีรายจ่ายต้องห้ามที่บวกกลับแล้ว กำไรทางภาษีอาจเป็นบวกอยู่ดี

อ่านต่อ →