Back to the blog
บัญชี

เอกสารธุรกิจมี 3 กลุ่ม รู้จักไว้ก่อนจัดเก็บผิดแล้วเจ็บทีหลัง

น้องหมู

"เอกสารธุรกิจ" ฟังดูง่าย แต่ถ้าถามว่ามีกี่ประเภท ต้องเก็บยังไง เก็บนานแค่ไหน — คนส่วนใหญ่ตอบไม่ได้

ปัญหาที่เกิดจากการจัดการเอกสารไม่ดี เจ็บจริง:

  • สรรพากรตรวจ ขอเอกสารไม่ได้ โดนประเมินภาษีย้อนหลัง
  • ลูกค้าปฏิเสธว่าไม่ได้รับสินค้า แต่ไม่มีเอกสารส่งมอบพิสูจน์
  • ปิดบัญชีล่าช้าเพราะหาเอกสารไม่เจอ

วันนี้จะจัดให้เป็นระบบว่าเอกสารธุรกิจมีกี่กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีอะไรบ้าง

ทำไมเอกสารธุรกิจถึงสำคัญ?

เอกสารทำหน้าที่เป็น 2 อย่างพร้อมกัน:

หลักฐานทางกฎหมาย — ถ้าเกิดข้อพิพาท สัญญาหรือเอกสารรับ-ส่งงานคือสิ่งที่ตัดสินว่าใครถูกใครผิด

เครื่องมือวางแผนการเงิน — ใบเสร็จและใบกำกับภาษีช่วยให้นักบัญชีรู้ว่าบริษัทมีต้นทุนจริงเท่าไหร่ กำไรแท้จริงคือเท่าไหร่

3 กลุ่มเอกสารธุรกิจที่ต้องรู้

กลุ่มที่ 1: เอกสารป้องกันความเสี่ยง

เป็นเอกสารที่ใช้ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทำธุรกิจ ทั้งข้อพิพาท การเข้าใจผิด และปัญหาทางกฎหมาย

ใบเสนอราคาและใบสั่งซื้อ — ระบุราคา จำนวน และเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ชัดเจน ถ้าลูกค้าเถียงทีหลังว่า "ราคาที่ตกลงไม่ใช่แบบนี้" ใบเสนอราคาคือหลักฐาน

สัญญาซื้อขาย/สัญญาจ้าง — ระบุหน้าที่ ระยะเวลา เงื่อนไขความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาซื้อขายสินค้า หรือสัญญาจ้างพนักงาน

เอกสารรับ-ส่งสินค้า/บริการ — หลักฐานว่าส่งของไปแล้ว ลูกค้าเซ็นรับแล้ว ป้องกันปัญหา "บอกว่าไม่ได้รับ" — ที่เจ้าของร้านออนไลน์เจอบ่อยมากคือกรณีนี้เลย

ร้านที่ขายใน Shopee หรือ Lazada อาจพึ่ง Tracking Number แทน แต่สำหรับการขาย B2B ที่มีการตกลงกันล่วงหน้า ยิ่งต้องมีเอกสารรับ-ส่งให้ครบ

กลุ่มที่ 2: เอกสารหลักฐานทางการเงิน

เป็นหลักฐานสำหรับบันทึกบัญชี ตรวจสอบต้นทุน และกระทบยอดเงิน แบ่งย่อยได้อีก:

เอกสารด้านรายรับ:

  • ใบแจ้งหนี้ (Invoice)
  • ใบเสร็จรับเงิน (Receipt)
  • ใบกำกับภาษี (Tax Invoice)
  • ใบลดหนี้ / ใบเพิ่มหนี้

เอกสารด้านรายจ่าย:

  • บิลเงินสด
  • ใบเสร็จรับเงิน (จากผู้ขาย)
  • ใบกำกับภาษีซื้อ
  • ใบรับแทนใบเสร็จ (กรณีที่ผู้ขายออกให้ไม่ได้)
  • ใบสำคัญจ่าย

หลักฐานการเงิน:

  • Bank Statement — เปรียบเทียบยอดในบัญชีกับรายการบัญชีที่บันทึกไว้

สำหรับเอกสารรายจ่าย บอกได้เลยว่าหลายร้านมีปัญหาเรื่องนี้มากที่สุด ซื้อของมาแต่ไม่ขอใบเสร็จ หรือใบเสร็จหาย สุดท้ายค่าใช้จ่ายนั้นบันทึกบัญชีไม่ได้ และหักภาษีไม่ได้

กลุ่มที่ 3: เอกสารประกอบข้อมูลภาษี

เกี่ยวข้องโดยตรงกับการยื่นแบบภาษีและการตรวจสอบจากสรรพากร ถ้าขาดเอกสารกลุ่มนี้มีโอกาสถูกประเมินภาษีย้อนหลัง หรือเสียสิทธิ์นำภาษีซื้อมาหักได้

ประกอบด้วย:

  • ใบกำกับภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมาย
  • รายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย
  • เอกสารหักภาษี ณ ที่จ่าย
  • ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากสรรพากร

3 เคล็ดลับจัดเก็บเอกสารให้เป็นระบบ

1. คัดและจัดหมวดหมู่ให้ชัดเจน

ขั้นแรกต้องแยกว่าเอกสารไหนใช่ เอกสารไหนไม่จำเป็น (ทิ้งหรือทำลายให้เรียบร้อย) จากนั้นแยกหมวดหมู่ เช่น แยกเอกสารบัญชีออกจากเอกสารฝ่ายบุคคล แยกเอกสารรายรับออกจากรายจ่าย

ทำแล้วค้นหาได้ง่ายขึ้น ไม่มีเอกสารหายเพราะปะปนกัน

2. ใช้ระบบตัวเลขช่วย

คล้ายห้องสมุด กำหนดรหัสให้เอกสารแต่ละประเภท เช่น 001 = ใบกำกับภาษีซื้อ 002 = ใบเสร็จรับเงิน เวลาค้นแค่รู้รหัสก็หาได้เลย

3. ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดเก็บดิจิทัล

สมัยนี้เอกสารหลายอย่างมาในรูปดิจิทัล เช่น Invoice จาก Shopee ค่าโฆษณา Facebook ใบเสร็จ 7-Eleven ที่สแกน QR code

โปรแกรมบัญชีที่ดีมีระบบคลังเอกสาร อัปโหลดไฟล์แนบพร้อมกับรายการบัญชีได้เลย ค้นหาได้ทันที ไม่ต้องพลิกหากระดาษ และยังสำรองข้อมูลอัตโนมัติ ไม่กลัวไฟไหม้หรือน้ำท่วมทำลายเอกสารสำคัญ

สรุปง่าย ๆ — เก็บเอกสารให้ครบทั้ง 3 กลุ่ม จัดระบบให้ค้นหาได้ง่าย แล้วสต๊อกเอกสารดิจิทัลเพิ่มเข้าไปด้วย แค่นี้เวลาสรรพากรถามหรือนักบัญชีขอเอกสาร ก็หาให้ได้ทันทีไม่ต้องปวดหัว

MoomooNext โปรแกรมบัญชี ทดลองใช้ฟรี คลิก

Related Articles

จดทะเบียนธุรกิจ • บัญชี

จากบุคคลธรรมดามาเป็นบริษัท สิ่งที่เปลี่ยนไปในชีวิตเจ้าของกิจการ

เมื่อเปลี่ยนจากทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดามาเป็นบริษัทจำกัด บัญชีภาษี สัญญา และการบริหารเปลี่ยนไปยังไง ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง

Read more →

ภาษี • บัญชี

ภาษีรถยนต์กรรมการและรถในกิจการ VAT เคลมได้ไหม หักค่าใช้จ่ายได้แค่ไหน

ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมรถ ค่าเช่ารถกรรมการ — อะไรหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ อะไรเคลม VAT ได้ คู่มือฉบับชัดเจนสำหรับเจ้าของธุรกิจ

Read more →