Back to the blog
บัญชี

เลือกโปรแกรมบัญชีให้เหมาะกับร้าน ดูอะไร อย่าดูแค่ราคา

น้องหมู

"จะใช้โปรแกรมบัญชีตัวไหนดีกว่ากัน?"

ถามนักบัญชีสิบคน อาจได้คำตอบสิบแบบ เพราะโปรแกรมบัญชีมีให้เลือกเยอะมากจริง ๆ บางตัวถูกมาก บางตัวแพงแต่ฟีเจอร์เต็ม บางตัวใช้งานง่ายมาก บางตัวต้องผ่านการ train ก่อน

ปัญหาคือเจ้าของร้านหลายคนเลือกจาก "ราคาถูกที่สุด" หรือ "ที่เพื่อนแนะนำ" โดยไม่ได้ดูว่าเหมาะกับธุรกิจตัวเองจริงไหม สุดท้ายซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ หรือใช้ได้ครึ่งเดียว

มาดูกันว่าควรดูอะไรบ้างก่อนตัดสินใจ

ทำไมโปรแกรมบัญชีถึงจำเป็น?

ก่อนจะเลือก ต้องเข้าใจก่อนว่าโปรแกรมบัญชีที่ดีช่วยอะไรได้บ้าง:

เพิ่มประสิทธิภาพ — ออกใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จได้รวดเร็วกว่าทำเอง บันทึกรายการอัตโนมัติ ลดงานซ้ำ ๆ

ลดความผิดพลาด — คำนวณภาษีอัตโนมัติ ยอดรวมถูกต้องทุกครั้ง ไม่ต้องเสี่ยงคำนวณผิดด้วยมือ

เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย — ดูยอดขาย กำไร กระแสเงินสด ได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอปิดบัญชีสิ้นเดือน

ทำงานร่วมกันได้ — เจ้าของร้านกับนักบัญชีเห็นข้อมูลเดียวกัน ประสานงานง่ายขึ้นมาก

Desktop vs Cloud: ต่างกันยังไง?

โปรแกรมบัญชีแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก

แบบใช้บนเครื่อง (Desktop-based)

ติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ ข้อมูลเก็บในเครื่อง

ข้อดี: ใช้ได้แม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต ค่าใช้จ่ายครั้งเดียว (ซื้อลิขสิทธิ์แล้วจบ)

ข้อเสีย: เข้าถึงได้เฉพาะเครื่องที่ติดตั้ง ต้อง update เอง ถ้าเครื่องพัง ข้อมูลอาจหาย ทำงานร่วมกันหลายคนยาก

แบบออนไลน์ (Cloud-based)

ใช้งานผ่านเบราว์เซอร์หรือแอป ข้อมูลเก็บบน Server

ข้อดี: เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ทำงานร่วมกันได้ทันที ข้อมูลสำรองอัตโนมัติ ไม่ต้องกลัวข้อมูลหาย update อัตโนมัติ

ข้อเสีย: ต้องมีอินเทอร์เน็ต ค่าใช้จ่ายแบบรายเดือนหรือรายปี ระยะยาวอาจแพงกว่า

สำหรับร้านค้าออนไลน์ที่ขายใน Shopee, TikTok Shop, Lazada Cloud-based เหมาะกว่ามาก เพราะนักบัญชีกับเจ้าของร้านดูข้อมูลพร้อมกันได้เลย ไม่ต้องส่งไฟล์ Excel ไปมา

5 ปัจจัยในการเลือกโปรแกรมบัญชี

1. งบประมาณที่มี

โปรแกรมบัญชีราคาตั้งแต่ฟรี (รุ่นพื้นฐาน) ไปจนถึงหลักหมื่นต่อปี อย่าเลือกแค่ตัวถูกที่สุด แต่ดูว่าคุ้มค่ากับฟีเจอร์ที่ได้ไหม

คิดให้ดี: ถ้าโปรแกรมที่ถูกกว่าแต่ทำให้นักบัญชีต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น เดือนละ 5 ชั่วโมง นั่นคือต้นทุนที่ซ่อนอยู่

2. ฟีเจอร์ที่ต้องการจริง ๆ

ก่อนเลือก ลิสต์ว่าใช้งานอะไรบ้าง:

  • ออกใบกำกับภาษีและใบเสร็จ
  • บันทึกรายรับรายจ่าย
  • จัดการสต๊อก
  • ยื่นภาษี VAT, ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
  • ดูรายงานทางการเงิน
  • บริหารเงินเดือนพนักงาน

อย่าจ่ายเงินซื้อฟีเจอร์ที่ไม่ได้ใช้ แต่ก็อย่าประหยัดจนขาดฟีเจอร์ที่จำเป็น

3. รองรับการเติบโตในอนาคต

วันนี้อาจขายแค่ใน Shopee ช่องเดียว แต่อีก 6 เดือนอาจขาย TikTok Shop เพิ่ม อีก 1 ปีอาจเปิดหน้าร้านด้วย

โปรแกรมที่เลือกรองรับการขยายตัวได้ไหม? เพิ่มผู้ใช้ได้ไหม? มี API เชื่อมกับ Marketplace ได้ไหม?

4. ใช้งานง่ายแค่ไหน

ถ้าเจ้าของร้านไม่ได้พื้นฐานบัญชีมาก โปรแกรมที่ดีควรใช้งานได้โดยไม่ต้องเรียนนานหลายวัน

ลอง Trial ก่อนเสมอ ดูว่าหน้าตาเข้าใจง่ายไหม ขั้นตอนออกเอกสารทำได้คล่องไหม ถ้าทดลองแล้วงงตลอด แม้โปรแกรมจะดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์

5. การบริการหลังการขาย

ถ้าเกิดปัญหา ติดต่อได้ช่องทางไหน? มี Line, Chat, โทรศัพท์? ตอบเร็วแค่ไหน?

บางโปรแกรมถูก แต่ Support ไม่มี พอมีปัญหาต้องตะโกนขอความช่วยเหลือในกลุ่ม Facebook เองทั้งนั้น

เปรียบเทียบจุดหลัก: Desktop vs Cloud

ด้าน | Desktop | Cloud

ราคา | ซื้อครั้งเดียว | รายเดือน/ปี

การเข้าถึง | แค่เครื่องที่ติดตั้ง | ทุกที่ทุกเวลา

ความปลอดภัย | ขึ้นอยู่กับผู้ดูแลระบบ | Backup อัตโนมัติ

ทีมงาน | ยุ่งยาก ต้องส่งไฟล์ | เห็นข้อมูลพร้อมกัน

Update | ต้องทำเอง | อัตโนมัติ

สรุป

ถ้าร้านเพิ่งเริ่มต้น แนะนำให้ลองใช้โปรแกรม Cloud ที่มี Trial ฟรีก่อน ดูว่าใช้ง่ายไหม ฟีเจอร์ครบไหม แล้วค่อยตัดสินใจ

อย่ารอจนบัญชียุ่งเหยิงแล้วค่อยหาโปรแกรม เพราะยิ่งข้อมูลเยอะยิ่งย้ายระบบยาก เริ่มเร็วดีกว่า แม้แต่ร้านเล็กก็ควรมีระบบตั้งแต่วันแรก

MoomooNext โปรแกรมบัญชี ทดลองใช้ฟรี คลิก

Related Articles

จดทะเบียนธุรกิจ • บัญชี

จากบุคคลธรรมดามาเป็นบริษัท สิ่งที่เปลี่ยนไปในชีวิตเจ้าของกิจการ

เมื่อเปลี่ยนจากทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดามาเป็นบริษัทจำกัด บัญชีภาษี สัญญา และการบริหารเปลี่ยนไปยังไง ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง

Read more →

ภาษี • บัญชี

ภาษีรถยนต์กรรมการและรถในกิจการ VAT เคลมได้ไหม หักค่าใช้จ่ายได้แค่ไหน

ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมรถ ค่าเช่ารถกรรมการ — อะไรหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ อะไรเคลม VAT ได้ คู่มือฉบับชัดเจนสำหรับเจ้าของธุรกิจ

Read more →