กลับไปหน้ารวมบทความ
สต๊อกสินค้า

รายงานสินค้าคงเหลือที่ถูกต้อง ช่วยให้ของไม่หายและลดปัญหาภาษีได้

น้องหมู

"ทำไมของในระบบกับของที่มีจริงไม่ตรงกัน?"

นี่คือคำถามที่เจ้าของร้านหลายคนถามเมื่อนั่งนับสต๊อก แล้วพบว่าตัวเลขในระบบกับของจริงในคลังต่างกันลิบลับ บางทีหายไปหลายสิบชิ้นโดยที่ไม่รู้สาเหตุ

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องความสูญเสีย แต่ยังเชื่อมโยงกับปัญหาภาษีโดยตรง เพราะสรรพากรมองว่า "สต๊อกหาย = มีรายได้ที่ไม่ได้บันทึก"

ทำไมสต๊อกถึงหาย?

ก่อนจะแก้ ต้องรู้ก่อนว่าเกิดจากอะไร สาเหตุที่พบบ่อยมีหลายอย่าง

บันทึกไม่ครบ — ขายไปแล้วแต่ไม่ได้ตัดสต๊อก หรือรับของมาแล้วแต่ไม่ได้เพิ่มสต๊อก

สินค้าเสียหายหรือสูญหายจริง — แต่ไม่ได้บันทึก ทำให้ตัวเลขในระบบสูงกว่าความเป็นจริง

บันทึกผิดพลาด — พิมพ์จำนวนผิด สลับรหัสสินค้า

การทุจริต — พนักงานหยิบของออกไปโดยไม่มีเอกสาร

สินค้าตัวอย่างหรือของขวัญ — นำสินค้าออกไปใช้ในงานส่งเสริมการขายโดยไม่มีการบันทึก

รายงานสินค้าคงเหลือที่ดีต้องมีอะไรบ้าง?

รายงานสินค้าคงเหลือไม่ใช่แค่ตัวเลขว่ามีของเท่าไร แต่ต้องให้ข้อมูลครบถ้วนสำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจ

รายงานสต๊อกรายวัน/รายสัปดาห์

  • จำนวนสินค้าต้นงวด
  • รับเข้า (จากการซื้อ)
  • จ่ายออก (จากการขาย)
  • คงเหลือปลายงวด
  • มูลค่าสินค้าคงเหลือ

รายงานสินค้าหมุนเวียนช้า สินค้าไหนที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเกิน 30 วัน? 60 วัน? รายงานนี้ช่วยให้เห็น Dead Stock ได้เร็วก่อนที่จะกลายเป็นปัญหา

รายงานสต๊อกต่ำกว่าจุดสั่งซื้อ แจ้งเตือนเมื่อสินค้าตัวไหนใกล้หมด เพื่อให้สั่งเพิ่มได้ทันเวลา

รายงานความแตกต่างระหว่างของในระบบกับของจริง ทุกครั้งที่นับสต๊อก ถ้าเจอความแตกต่าง ต้องบันทึกสาเหตุและจำนวนที่แตกต่างไว้ เพื่อใช้อธิบายกับผู้สอบบัญชีหรือสรรพากร

เชื่อมต่อรายงานสต๊อกกับภาษี

ต้องบอกตรง ๆ เลยว่า รายงานสินค้าคงเหลือเป็นเอกสารที่สรรพากรขอดูได้เสมอเมื่อเข้าตรวจสอบ

กรณีที่สต๊อกหายไปโดยไม่มีคำอธิบาย สรรพากรอาจตีความว่ามีการขายสินค้าที่ไม่ได้บันทึกรายได้ ซึ่งนำไปสู่การประเมินภาษีเพิ่มเติมได้

ในทางกลับกัน ถ้ารายงานสต๊อกมีความถูกต้อง มีเอกสารครบ และสามารถอธิบายได้ว่าสต๊อกที่หายไปเกิดจากอะไร (เช่น สินค้าเสียหายมีรายงาน ของที่แจกเป็นตัวอย่างมีบันทึก) โอกาสที่จะเจอปัญหาในการตรวจสอบก็น้อยลงมาก

5 วิธีทำให้รายงานสินค้าคงเหลือถูกต้องตั้งแต่ต้น

1. บันทึกทุกการเคลื่อนไหวทันที

ไม่ว่าจะรับของ ขายออก โอนระหว่างคลัง หรือนำออกมาใช้เป็นตัวอย่าง ทุกการเคลื่อนไหวต้องมีการบันทึกพร้อมเอกสารอ้างอิง

2. ตรวจนับสต๊อกสม่ำเสมอ

ไม่ต้องรอสิ้นปีถึงนับ การสุ่มนับสต๊อกบางรายการทุกเดือน หรือนับหมดรายไตรมาส ช่วยให้จับความผิดพลาดได้เร็วกว่า

3. บันทึกสาเหตุของสต๊อกที่หายหรือเสียหาย

ถ้าสินค้าเสียหายจากการขนส่ง ต้องมีหลักฐานจากบริษัทขนส่ง ถ้าสินค้าหมดอายุต้องมีบันทึกการทำลาย ทุกกรณีต้องมีเอกสาร

4. แยกสินค้าส่งเสริมการขายออกจากสต๊อกขาย

ถ้าหยิบสินค้าออกมาแจกเป็นตัวอย่างหรือใช้ในการตลาด ต้องมีการบันทึกแยกต่างหากว่าใช้ไปเท่าไร เพื่อให้บัญชีค่าใช้จ่ายการตลาดถูกต้อง ไม่ใช่ให้สต๊อกหายไปเฉย ๆ

5. ใช้ระบบที่ตัดสต๊อกอัตโนมัติ

การบันทึกมือทุกครั้งที่มีการขายเป็นเรื่องที่ผิดพลาดง่ายมาก โดยเฉพาะร้านที่ขายหลายช่องทางพร้อมกัน

ระบบที่ตัดสต๊อกอัตโนมัติเมื่อมีการขาย และรวมข้อมูลจากทุกช่องทางในที่เดียว จะช่วยให้รายงานสินค้าคงเหลือถูกต้องอยู่เสมอโดยไม่ต้องพึ่งพาความจำหรือการคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อน

รายงานที่ดี = ธุรกิจที่น่าเชื่อถือ

เจ้าของร้านที่มีรายงานสินค้าคงเหลือที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ ไม่เพียงแต่ลดความเสี่ยงด้านภาษีเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณของธุรกิจที่มีระบบที่ดีด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์เมื่อต้องการขอสินเชื่อ หาพาร์ทเนอร์ หรือขยายธุรกิจ

MooMoo Next ช่วยออกรายงานสินค้าคงเหลือที่ครบถ้วนตามมาตรฐาน ตัดสต๊อกอัตโนมัติจากทุกช่องทางขาย และแจ้งเตือนเมื่อสต๊อกใกล้หมดหรือมีความผิดปกติ ทำให้รายงานสต๊อกถูกต้องอยู่เสมอโดยไม่ต้องนั่งทำมือทุกวัน

MoomooNext โปรแกรมบัญชี ทดลองใช้ฟรี คลิก

บทความที่เกี่ยวข้อง

สต๊อกสินค้า

Stock Card คืออะไร ใช้งานยังไงให้สต๊อกถูกต้องและภาษีไม่มีปัญหา

Stock Card หรือสต๊อกการ์ดคือเอกสารพื้นฐานที่จะบอกว่าสินค้าเข้าออกเท่าไร แต่ถ้าไม่อัปเดต ก็ไม่มีความหมาย และอาจกลายเป็นปัญหาภาษีได้

อ่านต่อ →

สต๊อกสินค้า

FIFO, FEFO, LIFO คืออะไร? เลือกระบบไหนให้เหมาะกับร้านของเรา

ระบบจัดสต๊อก 3 แบบที่เจ้าของร้านควรรู้ เลือกผิดก็กำไรเพี้ยน ของหมดอายุค้างคลัง หรือต้นทุนไม่สะท้อนความจริง

อ่านต่อ →

สต๊อกสินค้า

ทำความรู้จักประเภทคลังสินค้า เลือกแบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจ

คลังสาธารณะ คลังส่วนตัว หรือเช่าโกดังดี? เจ้าของร้านที่เริ่มขยายธุรกิจต้องรู้ก่อนว่าคลังสินค้าแบบไหนที่ตอบโจทย์และไม่กินต้นทุนเกินจำเป็น

อ่านต่อ →