Back to the blog
สต๊อกสินค้า

วางแผนสต๊อกตามความต้องการจริง 4 เทคนิคที่เจ้าของร้านต้องรู้

น้องหมู

ช่วงเทศกาลสั่งของมาเยอะ พอพ้นเทศกาลของค้างเต็มคลัง หรือตรงข้ามกัน ลูกค้าสั่งเข้ามาเยอะ แต่ของหมดไปก่อนเพราะสั่งไว้น้อยเกินไป

ทั้งสองกรณีนี้มีต้นตอเดียวกัน นั่นคือ ขาดการวางแผนความต้องการ (Demand Planning) ที่ดี

Demand Planning คืออะไร?

Demand Planning คือกระบวนการคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าในอนาคต เพื่อให้มีสินค้าพอดีในเวลาที่เหมาะสม ไม่มากเกิน ไม่น้อยเกิน

ถ้าทำได้ดี ผลที่ได้คือ

  • ทีมขาย — มีสินค้าพร้อมขายตอบสนองลูกค้าได้ทันที
  • ทีมการเงิน — รู้ต้นทุนสินค้าคงคลังที่แท้จริง ไม่มีเงินจมอยู่ในสต๊อกเกินจำเป็น
  • ทีมการตลาด — จัดโปรโมชั่นได้ตามสินค้าที่มีจริง ไม่ต้องยกเลิกออเดอร์หลังโฆษณาออกไปแล้ว

4 เทคนิคหัวใจของการวางแผนสต๊อก

เทคนิคที่ 1: เข้าใจว่าสินค้าของคุณมีความต้องการเร่งด่วนแค่ไหน

ไม่ใช่สินค้าทุกตัวที่ลูกค้าต้องการด่วน บางตัวลูกค้าอยากได้วันนี้ บางตัวรอได้สองสามวัน

สินค้าที่ "ต้องการเร่งด่วน" อย่างเช่น อาหาร ยา หรืออุปกรณ์ฉุกเฉิน ต้องมีสต๊อกสำรองเพียงพอเสมอ เพราะถ้าของหมดแล้วลูกค้าจะหันไปหาคู่แข่งทันที

แต่สินค้าที่ไม่ต้องการด่วน อาจถือสต๊อกน้อยกว่าได้โดยไม่กระทบยอดขายมาก ความเข้าใจตรงนี้ช่วยจัดลำดับความสำคัญในการถือครองสต๊อกได้ดีขึ้น

เทคนิคที่ 2: คำนวณราคาขายให้ครบทุกต้นทุน

การวางแผนสต๊อกเชื่อมกับราคาขายโดยตรง เพราะราคาขายต้องครอบคลุมต้นทุนทั้งหมด

หลายร้านคิดแค่ต้นทุนสินค้าที่ซื้อมา แต่ลืมคิดรวม

  • ค่าขนส่งจากซัพพลายเออร์
  • ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้า
  • ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้าจดทะเบียน VAT)
  • ส่วนลดที่ต้องให้ลูกค้า

พอต้นทุนจริงสูงกว่าที่คิด กำไรที่ได้ก็น้อยกว่าที่คาด และถ้าสั่งสต๊อกมาเยอะเกินโดยไม่คาดคำนวณให้ดี เงินทุนก็จมโดยไม่จำเป็น

เทคนิคที่ 3: คำนึงถึงเวลาในทุกขั้นตอน

เวลาคือปัจจัยสำคัญในการจัดการสต๊อก ต้องคำนึงถึง

Lead Time — ตั้งแต่สั่งซื้อจนถึงได้สินค้ามาถึงมือ บางซัพพลายเออร์ 3 วัน บางรายอาจ 2 สัปดาห์

ระยะเวลาที่สินค้าจะอยู่ในคลัง — ถ้าถือสต๊อกไว้นานเกินไปโดยไม่ขายออก ก็มีต้นทุนแฝงเสมอ ทั้งค่าเช่าคลัง ค่าบริหาร และโอกาสที่เสียไป

ดังนั้นควรคำนวณให้สินค้าอยู่ในคลังในระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุด — มีพอขาย แต่ไม่มากจนจมเงิน

เทคนิคที่ 4: เก็บข้อมูลลูกค้าและแนวโน้มการซื้อ

นี่คือเทคนิคที่ทรงพลังที่สุด แต่หลายร้านยังไม่ทำ

ลองดูว่าสินค้าไหนมักถูกซื้อคู่กันเสมอ เช่น โทรศัพท์กับเคส เครื่องทำกาแฟกับเมล็ดกาแฟ ถ้ารู้แพทเทิร์นพวกนี้ ก็วางแผนสต๊อกสินค้าที่ "ขายคู่กัน" ให้เพียงพอพร้อมกันได้

แถมยังต้องแยกประเภทสินค้าตามลักษณะความต้องการ

  • สินค้าที่มีความต้องการสม่ำเสมอ — สต๊อกตามยอดขายปกติ
  • สินค้าที่ความต้องการผันผวน — ต้องมีบัฟเฟอร์มากกว่า
  • สินค้าตามเทศกาล — ต้องวางแผนล่วงหน้าและลด/หยุดสั่งหลังเทศกาล

ข้อมูลอดีต vs ข้อมูลปัจจุบัน

ข้อมูลการขายย้อนหลังมีค่ามาก แต่ต้องใช้ร่วมกับข้อมูลปัจจุบันเสมอ

เพราะพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนตลอด เทรนด์สินค้าเปลี่ยน แพลตฟอร์มอย่าง TikTok Shop สามารถทำให้สินค้าบางตัวขายดีขึ้นทันทีจากคลิปไวรัล ในขณะที่สินค้าตัวเดิมที่เคยขายดีปีที่แล้วอาจเริ่มซบเซาแล้ว

เทคนิคคือดูข้อมูล 3 เดือนล่าสุดให้น้ำหนักมากกว่าข้อมูลปีที่แล้ว

เริ่มต้น Demand Planning ง่าย ๆ ด้วยข้อมูลจริง

ถ้าข้อมูลยอดขายกระจายอยู่หลายที่ ทั้ง Shopee, TikTok Shop, Lazada และหน้าร้าน การวางแผนก็ยาก

MooMoo Next รวมข้อมูลยอดขายทุกช่องทางไว้ในที่เดียว แสดงผลเป็นกราฟที่อ่านง่าย เห็นแนวโน้มสินค้าแต่ละตัว และสามารถตั้งค่าแจ้งเตือนเมื่อสต๊อกใกล้หมด

เมื่อเห็นข้อมูลชัดเจน การตัดสินใจว่าจะสั่งอะไร เท่าไร และเมื่อไร ก็กลายเป็นเรื่องง่ายแทนที่จะต้องเดา

MoomooNext โปรแกรมบัญชี ทดลองใช้ฟรี คลิก

Related Articles

สต๊อกสินค้า

Stock Card คืออะไร ใช้งานยังไงให้สต๊อกถูกต้องและภาษีไม่มีปัญหา

Stock Card หรือสต๊อกการ์ดคือเอกสารพื้นฐานที่จะบอกว่าสินค้าเข้าออกเท่าไร แต่ถ้าไม่อัปเดต ก็ไม่มีความหมาย และอาจกลายเป็นปัญหาภาษีได้

Read more →

สต๊อกสินค้า

ทำความรู้จักประเภทคลังสินค้า เลือกแบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจ

คลังสาธารณะ คลังส่วนตัว หรือเช่าโกดังดี? เจ้าของร้านที่เริ่มขยายธุรกิจต้องรู้ก่อนว่าคลังสินค้าแบบไหนที่ตอบโจทย์และไม่กินต้นทุนเกินจำเป็น

Read more →