กลับไปหน้ารวมบทความ
ภาษี

ภาษีแม่ค้าออนไลน์ 2569 ฉบับสมบูรณ์ Shopee TikTok Lazada ต้องรู้

ทีมเนื้อหา MooMooNextเผยแพร่ อัปเดต

น้องหมูเป็นคาแรกเตอร์ประจำแบรนด์ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ตรวจทานวิชาชีพ

ขายของออนไลน์มีรายได้เท่าไรก็ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ว่าจะขายบน Shopee, TikTok Shop, Lazada, Instagram หรือ LINE เพราะรายได้จากการขายสินค้าถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) ที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษี บทความนี้รวมทุกเรื่องที่แม่ค้าออนไลน์ต้องรู้ ตั้งแต่วิธีหักค่าใช้จ่าย การคำนวณจริง ภาษีขั้นต่ำ 0.5% การจด VAT ไปจนถึงกำหนดยื่นแบบ โดยอิงตัวเลขปีภาษี 2569 (ปีเงินได้ 2026)

อัปเดตล่าสุด: กรกฎาคม 2569 — ตัวเลขในบทความนี้อิงค่าคงที่ปีภาษี 2569 และควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันที่เว็บไซต์กรมสรรพากร rd.go.th ก่อนยื่นจริงทุกครั้ง เนื้อหานี้เป็นความรู้เพื่อช่วยจัดการงานเอกสารและภาษี ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีเฉพาะราย

รายได้จากการขายออนไลน์เป็นเงินได้ประเภทไหน และทำไมต้องยื่น

รายได้จากการขายสินค้าออนไลน์ถือเป็น เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8)) ซึ่งเป็นเงินได้จากธุรกิจการค้า ไม่ได้รับยกเว้นภาษี เมื่อมีรายได้ถึงเกณฑ์ก็มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการ แม้คำนวณแล้วอาจไม่มีภาษีต้องชำระก็ยังต้องยื่น

หลายคนเข้าใจผิดว่า "ขายของออนไลน์ไม่มีหน้าร้าน กรมสรรพากรคงไม่รู้" แต่ความจริงคือรายได้ที่โอนเข้าบัญชีธนาคารบ่อย ๆ อยู่ในระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ที่สถาบันการเงินมีหน้าที่รายงานให้กรมสรรพากรตามเกณฑ์ที่กำหนด การยื่นให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงปลอดภัยกว่าการรอให้ถูกตรวจสอบย้อนหลัง เพราะการยื่นย้อนหลังมักมีทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

เกณฑ์ที่ต้องยื่นสำหรับผู้มีเงินได้ประเภท 40(8) แบบบุคคลธรรมดาที่ยังไม่มีคู่สมรส คือมีเงินได้เกิน 60,000 บาทต่อปี (ถ้ามีคู่สมรสเกณฑ์จะสูงขึ้น) ซึ่งแม่ค้าออนไลน์ส่วนใหญ่มีรายได้เกินเกณฑ์นี้อยู่แล้ว ควรตรวจสอบเกณฑ์ปัจจุบันที่ rd.go.th อีกครั้ง เพราะรายละเอียดอาจปรับได้

แม่ค้าออนไลน์ควรยื่นแบบบุคคลธรรมดา หรือจดบริษัท

แม่ค้าออนไลน์ส่วนใหญ่เริ่มจากการเป็น บุคคลธรรมดา ซึ่งง่ายที่สุดในช่วงเริ่มต้น เพราะยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีละครั้ง (และกลางปีอีกครั้งถ้าเข้าเกณฑ์) ไม่ต้องทำบัญชีตามมาตรฐานเท่านิติบุคคล จุดตัดสินใจว่าจะจดบริษัทหรือไม่มักอยู่ที่ระดับกำไรและอัตราภาษี

โดยหลักการคร่าว ๆ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นอัตราก้าวหน้าสูงสุดถึง 35% ขณะที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลของ SME มีอัตราที่ต่างออกไปและมีสิทธิประโยชน์บางอย่างสำหรับกำไรช่วงแรก เมื่อกำไรต่อปีเริ่มสูงขึ้นจนอัตราภาษีบุคคลธรรมดาแตะขั้นบันไดสูง ๆ การจดบริษัทอาจช่วยวางแผนภาษีได้ดีกว่า แต่ก็แลกมากับภาระการทำบัญชี การยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และต้นทุนค่าทำบัญชีรายเดือน

คำแนะนำที่ปลอดภัยคือ เริ่มจากบุคคลธรรมดาให้ระบบบันทึกรายรับรายจ่ายชัดเจนก่อน พอเห็นตัวเลขกำไรจริงต่อเนื่องหลายเดือนแล้วค่อยปรึกษานักบัญชีว่าถึงจุดที่ควรจดบริษัทหรือยัง การตัดสินใจบนตัวเลขจริงย่อมดีกว่าการเดา อ่านมุมมองการเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ที่บทความ หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา vs ตามจริง

หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% กับตามจริง แบบไหนคุ้มกว่า

ผู้มีเงินได้ 40(8) จากการขายสินค้าเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี และเลือกวิธีที่ทำให้จ่ายภาษีน้อยกว่าได้ หลักคิดง่าย ๆ คือถ้าต้นทุนจริงของคุณ ต่ำกว่า 60% ของรายได้ การหักเหมา 60% จะคุ้มกว่า แต่ถ้าต้นทุนจริง สูงกว่า 60% การหักตามจริงจะคุ้มกว่า

วิธีที่ 1: หักค่าใช้จ่ายเหมา 60%

กรมสรรพากรอนุญาตให้เงินได้ 40(8) จากการขายสินค้าหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% ของรายได้ทันที โดยไม่ต้องเก็บหลักฐานค่าใช้จ่าย (อ้างอิงพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 629 และ rd.go.th) เหมาะกับแม่ค้าที่ต้นทุนต่ำ ขายสินค้ากำไรดี หรือไม่อยากเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ยุ่งยาก

วิธีที่ 2: หักค่าใช้จ่ายตามจริง

หักตามค่าใช้จ่ายจริงที่มีหลักฐานครบ เช่น ต้นทุนสินค้า ค่าแพ็กเกจจิ้ง ค่าส่ง ค่าโฆษณา Facebook/TikTok Ads ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และค่าอุปกรณ์ที่ใช้ทำธุรกิจ วิธีนี้เหมาะกับแม่ค้าที่ต้นทุนสูงเกิน 60% ของรายได้ แต่ต้องเก็บเอกสารให้ครบและเป็นระเบียบ เพราะต้องพร้อมให้ตรวจสอบ

ตารางเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด ๆ

หัวข้อ | หักเหมา 60% | หักตามจริง

ต้องเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายไหม | ไม่ต้อง | ต้องเก็บครบทุกใบ

เหมาะกับใคร | ต้นทุนต่ำกว่า 60% | ต้นทุนสูงกว่า 60%

ความยุ่งยาก | น้อย | มาก แต่คุ้มถ้าต้นทุนสูง

ความเสี่ยงถูกขอเอกสาร | ต่ำ | ต้องมีหลักฐานพร้อมเสมอ

อยากรู้ว่าของคุณควรเลือกวิธีไหน ลองกรอกตัวเลขจริงในเครื่องมือ เปรียบเทียบหักเหมา 60% กับตามจริง และคำนวณภาษีทั้งปีคร่าว ๆ ที่ เครื่องคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2569 ผลลัพธ์เป็นการประมาณการเพื่อวางแผน ไม่ใช่การยื่นจริง

ตัวอย่างคำนวณภาษีแม่ค้าออนไลน์จริง ปี 2569

มาดูตัวอย่างจริงกัน สมมติว่าคุณขายเสื้อผ้าบน Shopee และ TikTok Shop รวมทั้งปีได้ รายได้ 1,200,000 บาท สถานะโสด จ่ายประกันสังคมเต็มเพดานปี 2569 ที่ 10,500 บาท และไม่มีค่าลดหย่อนพิเศษอื่น ค่าลดหย่อนส่วนตัวใช้ 60,000 บาทตามเกณฑ์

ค่าคงที่ที่ใช้ (ปีภาษี 2569, อ้างอิง [rd.go.th](https://www.rd.go.th)):

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
  • ประกันสังคม ม.33 หักลดหย่อนได้สูงสุด 10,500 บาท/ปี (ปี 2569 เพดานปรับขึ้นจากเดิม)
  • อัตราภาษีก้าวหน้า: 0–150,000 ยกเว้น, 150,001–300,000 อัตรา 5%, 300,001–500,000 อัตรา 10%, 500,001–750,000 อัตรา 15% และสูงขึ้นเป็นขั้นบันไดถึง 35%

กรณีที่ 1 หักเหมา 60%:

  • หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% = 1,200,000 × 60% = 720,000 บาท
  • เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย = 1,200,000 − 720,000 = 480,000 บาท
  • หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 + ประกันสังคม 10,500 = 70,500 บาท
  • เงินได้สุทธิ = 480,000 − 70,500 = 409,500 บาท
  • ภาษี = (300,000 − 150,000) × 5% + (409,500 − 300,000) × 10% = 7,500 + 10,950 = 18,450 บาท

กรณีที่ 2 หักตามจริง (สมมติต้นทุนจริงรวม 700,000 บาท):

  • เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย = 1,200,000 − 700,000 = 500,000 บาท
  • หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 + ประกันสังคม 10,500 = 70,500 บาท
  • เงินได้สุทธิ = 500,000 − 70,500 = 429,500 บาท
  • ภาษี = (300,000 − 150,000) × 5% + (429,500 − 300,000) × 10% = 7,500 + 12,950 = 20,450 บาท

เปรียบเทียบ: หักเหมา 60% เสียภาษี 18,450 บาท ส่วนหักตามจริงเสีย 20,450 บาท ในตัวอย่างนี้การหักเหมา 60% คุ้มกว่าประมาณ 2,000 บาท เพราะต้นทุนจริง (700,000) มากกว่า 60% ของรายได้ (720,000) เพียงเล็กน้อย ทำให้ยอดหักตามจริงน้อยกว่าหักเหมา ถ้าต้นทุนจริงของคุณสูงกว่านี้มาก ๆ เช่น 850,000 บาท การหักตามจริงก็จะพลิกมาคุ้มกว่าทันที จุดนี้เองที่ควรลองทั้งสองวิธีก่อนตัดสินใจ

ภาษีขั้นต่ำ 0.5% (มาตรา 48(2)) มีผลกับแม่ค้าออนไลน์เมื่อไหร่

นอกจากการคำนวณภาษีแบบขั้นบันไดปกติแล้ว กฎหมายยังกำหนด ภาษีขั้นต่ำ 0.5% ตามมาตรา 48(2) สำหรับผู้ที่มีเงินได้ประเภท 40(2) ถึง 40(8) รวมกันตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป โดยคำนวณจาก รายได้ทั้งหมด (ก่อนหักค่าใช้จ่าย) × 0.5% แล้วเปรียบเทียบกับภาษีแบบขั้นบันได ต้องจ่ายตามยอดที่ มากกว่า

แต่มีข้อยกเว้นสำคัญตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 480 คือ ถ้าคำนวณ 0.5% แล้วได้ไม่เกิน 5,000 บาท จะได้รับยกเว้น ไม่ต้องใช้วิธี 0.5% (อ้างอิง rd.go.th) นั่นแปลว่าภาษีขั้นต่ำ 0.5% จะเริ่มมีผลจริงก็ต่อเมื่อรายได้ประเภท 40(2)–40(8) เกิน 1,000,000 บาทต่อปี เท่านั้น (เพราะ 0.5% ของ 1,000,000 = 5,000 พอดี ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ยกเว้น)

กลับไปที่ตัวอย่างข้างบน รายได้ 1,200,000 บาท × 0.5% = 6,000 บาท ซึ่งเกิน 5,000 บาท จึงไม่เข้าข้อยกเว้น ต้องนำ 6,000 บาทมาเทียบกับภาษีขั้นบันได แต่ภาษีขั้นบันไดในกรณีหักเหมาได้ 18,450 บาท ซึ่งมากกว่า 6,000 อยู่แล้ว จึงจ่ายตามขั้นบันไดคือ 18,450 บาท พูดง่าย ๆ คือ ภาษีขั้นต่ำ 0.5% มักจะ "กัด" เฉพาะกรณีรายได้สูงมากแต่กำไรบางเฉียบจนภาษีขั้นบันไดต่ำผิดปกติ แม่ค้าทั่วไปที่มีกำไรตามสมควรมักจ่ายตามขั้นบันไดปกติ

เมื่อไหร่ต้องจดทะเบียน VAT และต้องทำอะไรต่อ

ถ้ารายได้จากการขายสินค้าหรือบริการเกิน 1,800,000 บาทต่อปี คุณมีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่รายได้เกินเกณฑ์ (อ้างอิง rd.go.th) จุดนี้สำคัญมากเพราะแม่ค้าออนไลน์ที่ยอดโตเร็วมักเผลอข้ามเส้น 1.8 ล้านโดยไม่รู้ตัว แล้วค่อยมารู้ทีหลังว่าต้องจดย้อนหลัง

เมื่อจด VAT แล้ว สิ่งที่ต้องทำเพิ่มคือ

  1. ออกใบกำกับภาษี ทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ โดยแยกยอดก่อน VAT และ VAT 7% ให้ชัดเจน
  2. เก็บภาษีขาย (output tax) 7% จากลูกค้า และเก็บ ภาษีซื้อ (input tax) จากใบกำกับภาษีที่ได้รับตอนซื้อของ
  3. ยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 23 ถ้ายื่นออนไลน์) แม้เดือนนั้นไม่มียอดขายก็ยังต้องยื่น

รายละเอียดการยื่น ภ.พ.30 สำหรับร้านออนไลน์อ่านต่อได้ที่ คู่มือยื่น ภ.พ.30 ร้านออนไลน์ 2569 และถ้าอยากเข้าใจว่าค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มกระทบยอดที่ต้องเสียภาษีอย่างไร ลองอ่าน วิธีคิดค่าธรรมเนียม Shopee ฉบับสมบูรณ์ ประกอบ

แม่ค้าออนไลน์ต้องยื่นภาษีแบบไหน เมื่อไหร่

ผู้มีเงินได้ 40(8) จากการขายของออนไลน์ในฐานะบุคคลธรรมดา มีกำหนดยื่น 2 รอบต่อปี

  • ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) — ยื่นสำหรับเงินได้ 40(5)–40(8) ที่เกิดในช่วงครึ่งปีแรก (มกราคม–มิถุนายน) กำหนดยื่นภายใน เดือนกันยายน ของปีเดียวกัน ภาษีที่จ่ายตาม ภ.ง.ด.94 จะนำไปเป็นเครดิตหักในแบบปลายปีได้ อ่านวิธียื่นแบบละเอียดที่ คู่มือ ภ.ง.ด.94 ภาษีเงินได้ครึ่งปี
  • ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) — ยื่นสรุปเงินได้ทั้งปี ภายใน 31 มีนาคม ของปีถัดไป (ถ้ายื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing มักขยายเวลาให้ถึงราวต้นเดือนเมษายน แต่ควรตรวจสอบวันครบกำหนดที่แน่นอนที่ rd.go.th ทุกปี)

การยื่นครึ่งปีช่วยกระจายภาระ ไม่ให้มากองจ่ายทีเดียวปลายปี และช่วยให้เห็นภาพภาษีของตัวเองเร็วขึ้น ถ้าคุณเพิ่งเริ่มขายและยังไม่เคยยื่น ควรทำปฏิทินเตือนทั้งสองรอบไว้ตั้งแต่ต้นปี

เอกสารและหลักฐานที่แม่ค้าออนไลน์ต้องเก็บ

ไม่ว่าจะเลือกหักเหมาหรือหักตามจริง การเก็บเอกสารให้เป็นระบบช่วยให้ยื่นภาษีง่ายและปลอดภัยเวลาถูกขอตรวจ เอกสารหลักที่ควรมีคือ

  • บันทึกรายรับ–รายจ่ายรายเดือน — ใช้เทมเพลต บัญชีรายรับรายจ่าย ช่วยเริ่มต้นได้เลย
  • ใบกำกับภาษี/ใบเสร็จตอนซื้อของ — สำคัญมากถ้าหักตามจริงหรือจด VAT ดูตัวอย่าง เทมเพลตใบกำกับภาษี
  • ใบเสร็จรับเงินที่ออกให้ลูกค้า — เก็บสำเนาไว้ทุกใบ ดู เทมเพลตใบเสร็จรับเงิน
  • รายงาน settlement จากแพลตฟอร์ม — Shopee/Lazada/TikTok Shop ดาวน์โหลดเก็บไว้กระทบยอดกับเงินเข้าบัญชี

โดยทั่วไปเอกสารทางภาษีควรเก็บอย่างน้อย 5 ปี เผื่อกรมสรรพากรขอตรวจย้อนหลัง วิธีทำบัญชีร้าน Shopee แบบเป็นขั้นตอนอ่านได้ที่ วิธีทำบัญชีร้าน Shopee

เช็กลิสต์สิ่งที่แม่ค้าออนไลน์ควรทำตอนนี้

  1. บันทึกรายรับ–รายจ่ายทุกเดือน อย่าปล่อยให้สะสมจนจำไม่ได้ ยิ่งละเอียดยิ่งยื่นง่าย
  2. เก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายให้ครบ ใบเสร็จซื้อสินค้า ค่าโฆษณา ค่าส่ง ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม
  3. ลองคำนวณทั้งสองวิธี หักเหมา 60% กับตามจริง ที่ เครื่องมือเปรียบเทียบ ก่อนตัดสินใจ
  4. ทำปฏิทินยื่นภาษี ภ.ง.ด.94 กลางปี (กันยายน) และ ภ.ง.ด.90 ปลายปี (มีนาคม)
  5. จับตายอดรายได้ใกล้ 1.8 ล้าน เพื่อเตรียมจด VAT ให้ทันภายใน 30 วัน
  6. ตรวจสอบตัวเลขปัจจุบันที่ rd.go.th ทุกครั้งก่อนยื่นจริง

สรุป

แม่ค้าออนไลน์ทุกคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รายได้จากการขายเป็นเงินได้ 40(8) เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี ถ้าต้นทุนต่ำกว่า 60% ให้หักเหมา 60% ถ้าต้นทุนสูงกว่านั้นหักตามจริงคุ้มกว่า อย่าลืมภาษีขั้นต่ำ 0.5% ที่มักมีผลเฉพาะรายได้เกิน 1 ล้านและกำไรบาง จับตายอด 1.8 ล้านเพื่อจด VAT ให้ทัน และยื่นให้ตรงเวลาทั้งครึ่งปีและปลายปี พอเข้าใจภาพรวมแล้วภาษีก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ขอแค่เริ่มจากการบันทึกให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้

MooMooNext ช่วยบันทึกรายรับรายจ่าย จัดเก็บเอกสาร และช่วยออกเอกสารให้ร้านค้าออนไลน์ เตรียมข้อมูลให้พร้อมส่งนักบัญชีตรวจทาน ทดลองใช้ฟรี คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย

ขายของใน Shopee ต้องเสียภาษีไหม

ต้องเสีย ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะขายผ่าน Shopee หรือช่องทางไหนก็ตาม รายได้จากการขายของออนไลน์ถือเป็นเงินได้ตามกฎหมาย ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเมื่อถึงเกณฑ์ (ภ.ง.ด.90/94) แม้จะยังไม่มีภาษีต้องจ่ายจริงก็ตาม

แม่ค้าออนไลน์ไม่ยื่นภาษี โดนอะไรบ้าง

มีทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งสะสมมากขึ้น ทางแก้คือเริ่มเก็บบันทึกรายรับรายจ่ายตั้งแต่วันนี้ แล้วปรึกษานักบัญชีเพื่อจัดการย้อนหลังให้ถูกต้อง

สรรพากรรู้ได้ยังไงว่าเราขายของออนไลน์

สถาบันการเงินมีหน้าที่รายงานบัญชีที่มีการโอนเข้าตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี หรือตั้งแต่ 400 ครั้งและยอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี (e-Payment) และแพลตฟอร์มขายของออนไลน์บางส่วนก็ส่งข้อมูลผู้ขายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นกัน

แม่ค้า Shopee ต้องยื่นภาษียังไง มือใหม่

เริ่มจากรวบรวมยอดขายทั้งปีจากทุกแพลตฟอร์ม เลือกวิธีหักค่าใช้จ่าย (เหมาหรือตามจริง) คำนวณภาษีตามประเภทเงินได้ แล้วยื่นแบบผ่าน e-Filing ที่ rd.go.th เครื่องมืออย่างเครื่องคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาช่วยประมาณการเบื้องต้นได้

แม่ค้ามือใหม่ควรรู้เรื่องเงินอะไรบ้าง

อย่างน้อยควรรู้ 3 เรื่อง คือเกณฑ์รายได้ที่ต้องยื่นภาษี เกณฑ์ยอดขายที่ต้องจด VAT (1.8 ล้านบาท/ปี) และนิสัยเก็บเอกสารตั้งแต่วันแรกที่เริ่มขาย เพื่อไม่ต้องไล่ตามย้อนหลังทีหลัง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ภาษี

สรรพากรรู้ได้ยังไงว่าเรามีรายได้จากขายของออนไลน์

สรรพากรรู้รายได้ขายของออนไลน์จาก 3 ทาง คือกฎ e-Payment ที่ธนาคารรายงานบัญชีที่โอนเข้าบ่อย แพลตฟอร์มรายงานรายได้ผู้ขาย และการเชื่อมข้อมูล เข้าใจแล้วจะสบายใจและยื่นให้ถูกได้

อ่านต่อ →

ภาษี

ลืมยื่น VAT หรือภาษีหัก ณ ที่จ่ายข้ามเดือน แก้ยังไงดี

ลืมยื่น ภ.พ.30 หรือ ภ.ง.ด.3 ไปเดือนนึง หรือยื่นไปแล้วแต่ตัวเลขผิด ต้องแก้ไขอย่างไรให้ถูกต้องและลดค่าปรับให้น้อยที่สุด

อ่านต่อ →

ภาษี

ภาษีธุรกิจเฉพาะ คืออะไร ใครต้องเสีย ยื่นอย่างไร

ภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ใช่ VAT แต่เก็บจากธุรกิจบางประเภท เช่น ขายอสังหาฯ รับจำนำ ธนาคาร มาดูว่าใครต้องเสียและยื่นแบบ ภ.ธ.40 อย่างไร

อ่านต่อ →

ภาษี

บริษัทขาดทุน ต้องยื่นภาษีไหม? เข้าใจผิดตรงนี้เจ๊งได้เลย

บริษัทขาดทุนทางบัญชีไม่ได้แปลว่าไม่ต้องเสียภาษี ถ้ามีรายจ่ายต้องห้ามที่บวกกลับแล้ว กำไรทางภาษีอาจเป็นบวกอยู่ดี

อ่านต่อ →